Home > ประกันสังคมในต่างแดน > ตอนที่ 18 บทเรียนจากสึนามิที่ญี่ปุ่น?

ตอนที่ 18 บทเรียนจากสึนามิที่ญี่ปุ่น?

ระเห็จเห่ เร่ร่อน มิผ่อนพัก                  

น้ำทะลัก ล้นบ้าน เกินต้านไหว

ทะลุล่วง ทะลวงเล่น เห็นเป็นภัย                     

จึงจำใจ จากลา มาระยอง

         ตอนที่แล้วผมเขียนในขณะที่น้องน้ำกำลังตีโอบบ้านของผมในย่านบางพลัด และก็ไม่รอดครับ ผม พ่อ แม่และน้องๆ จึงได้อพยพมาอยู่ที่บ้านญาติในจังหวัดระยองทั้งๆ ที่เพิ่งจะย้ายมาทำงานที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 ได้เพียงสัปดาห์เดียวเท่านั้นเอง ซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับบ้านอีกครั้ง

                 เหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งนี้มันรุนแรงเหลือเกิน…เฮ่อ!

              ทุกท่านคงยังจำได้ว่าเมื่อต้นปี 2554 นี้ ประเทศญี่ปุ่นเพิ่งจะเจอแผ่นดินไหวจนทำให้เกิดคลื่นสึนามิครั้งใหญ่สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวง สถานการณ์หนักกว่าบ้านเรามากครับ แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะได้รับการฟื้นฟูแก้ไขโดยเร็ว

…แล้วญี่ปุ่นเขารับมืออย่างไร?…

นี่เป็นคำถามสั้นๆ ง่ายๆ แต่น่าสนใจครับเพราะจะเป็นบทเรียนอันล้ำค่าสำหรับระบบประกันสังคมของไทยที่จะจัดการกับปัญหาน้ำท่วมในคราวนี้

สึนามิสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมมหาศาลจนทำให้เกิดคน 3 กลุ่มใหญ่ๆ ครับ

          กลุ่มแรก คือ คนเจ็บป่วย ญี่ปุ่นจัดทีมบุคลากรให้บริการด้านสาธารณสุขอย่างครบวงจรไม่ว่าจะเป็นแพทย์ เภสัชกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ลงพื้นที่เกิดเหตุและพื้นที่ได้รับผลกระทบทันที

ใครโศกเศร้า ทุกข์ระทม รับไม่ได้ เหงาซึมเพราะความสูญเสียก็ยังมีทีมสุขภาพจิตดูแลใกล้ชิด

เด็กคนไหนที่ต้องสูญเสียพ่อแม่ก็มีทีมดูแลเด็กรับมือ

คนที่บัตรประกันสุขภาพหายก็สามารถใช้บริการได้เต็มที่

โรงพยาบาลขาดเหลืออะไรก็ได้รับการสนับสนุนทันการณ์

…ผมสงสัยก็แต่กรณีอกหักรักคุดเพราะแหล่งข่าวไม่ได้ระบุไว้

          กลุ่มที่สอง คือ คนตาย  อย่าเพิ่งประหลาดใจว่าประกันสังคมญี่ปุ่นช่วยคนที่ตายแล้วให้ฟื้นคืนชีพได้ เปล่าครับ คนที่ตายแล้วก็ตัองปล่อยเขาไป แต่คนที่น่าห่วงคือคนที่มีชีวิตอยู่ต่อนั่นก็คือทายาทของผู้ตาย ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และฮีโร่งานนี้คือบำนาญสำหรับทายาทครับ

          สึนามิคุงทำให้สำนักงานบริการบำนาญญี่ปุ่น (Japan Pension Service : JPS) หลายแห่งต้องปิดตัวลงแต่ไม่นานก็สามารถเปิดให้บริการได้เต็มรูปแบบ กำลังสำคัญคือ “จิตอาสา” ครับ เพราะมีเจ้าหน้าที่ JPS จากพื้นที่อื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบขอเข้ามาร่วมให้บริการเต็มที่

          …เรื่องจิตอาสานี้ผมว่าคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกเหมือนกัน

         อีกส่วนหนึ่งไปรษณีย์ก็ดันปิดทำการทำให้หน่วยงานที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบำนาญทำอะไรไม่ได้ จึงได้มีการแก้เกมด้วยการรณรงค์ให้คนตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์แทน ไม่ต้องรอข้อมูลกระดาษ

          และกลุ่มสุดท้าย คือ คนตกงาน มีการให้ความช่วยเหลือจากประกันการว่างงานเพิ่มเติม ขยายเวลาการมีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน รวมทั้งส่งเสริมการหางานให้กับคนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ

          สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบก็ได้รับสิทธิชะลอการจ่ายเงินสมทบ

พอผ่านวิกฤตไปสักระยะหนึ่งที่ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางก็มีการออกกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งเพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินเป็นการพิเศษ เรียกได้ว่าจัดเต็มครับ

…บริษัทที่เดือดร้อนได้รับการยกเว้นเงินสมทบบางกรณี เช่น บำนาญ สุขภาพ และว่างงาน

…คนตกงานได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานนานขึ้นอีก

…ทายาทของผู้ตายมีสิทธิรับบำนาญได้ภายใน 3 เดือนจากเดิมภายใน 1 ปี

          ความจริงแล้วรัฐบาลแดนคิกขุอาโนเนะแห่งนี้ไม่ได้มองแค่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ยังมองถึงการวางแผนระยะยาว โดยเอาบทเรียนต่างๆ ที่คุณสึนามิได้สอนสั่งมาวางวิสัยทัศน์ในการปฏิรูประบบสวัสดิการสังคมด้วย

          มีอีกเรื่องที่น่าสนใจครับ เราคงคุ้นหูและคุ้นตากับข่าวความมีวินัยของชาวญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับและชื่นชมกันทั่วโลก ภาพของการต่อแถวรับของแม้จะยาวนานสักเพียงใดก็ไม่มีเสียระเบียบ

          ท่านว่าภาพนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยรึเปล่าครับ?

          ผมมีประสบการณ์ตรงซึ่งคิดว่าหลายคนอาจเคยเจอเหมือนกัน วันหนึ่งขณะที่ผมกำลังรอขึ้นรถเมล์ ทันใดนั้นก็มีคันว่างผ่านมาจอด พี่ไทยทั้งหลายต่างวิ่งกรูเบียดแย่งกันขึ้นรถอย่างโกลาหล และแน่นอนครับ เรื่องการขึ้นรถเมล์นี้หลักไทยซึ่งไม่ใช่หลักสากลกำหนดไว้ว่า

          …ไม่มีเพศ …ไม่มีวัย …และไม่มีลำดับ

          หญิงคนหนึ่งคงประเมินสถานการณ์ว่าต่อแถวไม่ทันแล้วและต้องยืนแน่ๆ ช่วงชุลมุนนั้นเองเธอได้โยนกระเป๋าเข้าไปในหน้าต่างรถ และกระเป๋าเธอได้วางลงบนที่นั่งพอดี

…เธอพลิกสถานการณ์จาก “ผู้เตรียมยืน” เป็น “ผู้เตรียมนั่ง”

…และเธอได้กลายเป็นคนแรกที่มีที่นั่งในบัดเดี๋ยวนั้นเอง

          นี่คือวินัยไทยภาพหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของผมมาโดยตลอด ถ้าเราปรับตรงนี้ได้ผมคิดว่าเราจะมีพลังพัฒนาที่เข้มแข็ง รวดเร็วและก้าวไกลกว่านี้เยอะครับ

          *************************

ผมกลับมาบ้านในย่านบางพลัดอีกครั้ง น้องน้ำจากไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนได้ สภาพบ้านดูไม่ได้ ปะตูไม้บิดบวมงอ ข้าวของเครื่องใช้จำนวนมากกลายเป็นสีดำติดแน่นจนนึกว่าไฟไหม้ กลิ่นน้ำขังเน่าเหม็นระอุไปทั่ว เครื่องซักผ้านอนคว่ำหน้าในที่ๆ มันไม่เคยตั้งอยู่

          ผมเซ็งจิตอยู่พักใหญ่ ไม่รู้จะทำอะไรก่อนหลัง พลันยืนจ้องลึกไปที่ตู้ไม้ขนาดใหญ่ซึ่งบัดนี้ได้เปื่อยยุ่ยไม่ต่างจากกระดาษเปียกจนพังทลายลงมาหมด ผมคงต้องทิ้งมันไปและหาซื้อตัวใหม่มาทดแทน แต่ก็พลันได้มองเห็นสัจธรรมคืนมาข้อหนึ่งว่า

“ความสูญเสียนำมาซึ่งการเริ่มต้นครั้งใหม่”

สู้ต่อไปนะครับพี่น้อง

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: