Home > ประกันสังคมในต่างแดน > ตอนที่ 4 เวียดนาม คู่แข่งธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ตอนที่ 4 เวียดนาม คู่แข่งธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ผมเคยไปเวียดนามมาครั้งหนึ่ง คนถีบรถจักรยานกันค่อนประเทศ รถประเภทอื่นพวกรถเก๋ง หรือมอเตอร์ไซค์เป็นสิ่งแปลกปลอมมาก ดูยังไงก็ไม่เชื่อว่านี่หรือคือประเทศที่จะมาเป็นคู่แข่งเศรษฐกิจกับเราในปัจจุบันได้ มาถึงวันนี้ มีบางอย่างเปลี่ยนไป เขากำลังจะพัฒนาแซงหน้าไทยเราไป ช่างเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวจริงๆ แล้วเรื่องประกันสังคมล่ะเป็นคู่แข่งกับเราด้วยไหม? เรามาดูกันดีกว่าครับ

ระบบความมั่นคงเวียดนามเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2490 ด้วยการใช้วิธีการประกันสังคม ตอนนั้นมีประกันสังคมให้เฉพาะกับพนักงานของรัฐและทหาร จนผ่านไปเกือบ 50 ปีคือในปี 2538 จึงขยายเป็นบังคับกับสถานประกอบการในภาคเอกชนที่มีลูกจ้างขนาด 10 คนขึ้นไปและขยายครอบคลุมลูกจ้างในสถานประกอบการทุกประเภทในปี 2548

ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบ 5% ซึ่งจะค่อยๆ เพิ่มเป็น 8% ในไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า ส่วนนายจ้างต้องจ่าย 18% ที่น่าสนใจก็คือค่าจ้างที่นำมาคิดเงินสมทบเขาใช้ค่าจ้างขั้นต่ำทั่วไปมาเป็นเกณฑ์ครับ คือต้องไม่ต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำทั่วไปและไม่เกิน 20 เท่าของค่าจ้างดังกล่าว อัตราเงินสมทบจะแตกต่างตามตำแหน่งหน้าที่ของลูกจ้างและความสามารถในการจ่าย

และที่เราต้องเหลียวมอง ลูกจ้างสามารถเลือกระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบได้ 3 แบบ คือ รายเดือน รายไตรมาสหรือไม่ก็รายครึ่งปี

…มันฟังดูไม่ธรรมดา

ส่วนสิทธิประโยชน์ยังไม่โดดเด่นจนแตกต่าง มีอยู่ด้วยกัน 5 กรณี คือ เจ็บป่วย คลอดบุตร บาดเจ็บจากการทำงาน ชราภาพ ทุพพลภาพและตาย

2-3 ปีมานี้ คนเข้าสู่ระบบประกันสังคมกันมากขึ้นตามกระแสที่ภาคเอกชนกำลังพัฒนากันอย่างขะมักเขม้น แต่จำนวนคนที่ส่งเงินสมทบก็ยังถือว่าน้อย คือไม่ถึง 40% ของคนที่รายงานว่าได้รับค่าจ้าง มันสวนทางกันกับเศรษฐกิจ ปริศนาก็คือ ทำไมตัวเลขคนเข้าระบบมันยังต่ำอยู่

ว่ากันว่าเป็นเพราะลักษณะสัญญาจ้าง หรือไม่ก็นายจ้างไม่ค่อยตระหนักถึงหน้าที่ทางกฎหมายและสังคมอันมีคุณประโยชน์ต่อลูกจ้างของตนนานัปการ นายจ้างนิยมหลบเลี่ยงการขึ้นทะเบียน เรียกว่าหลีกเลี่ยงกันเป็นล่ำเป็นสัน เพราะต้องการให้รายได้เข้าบริษัทมากๆ และยังมีการประโคมข่าวว่าประกันสังคมไม่ดีอย่างงั้นอย่างงี้ด้วย

ที่สำคัญ นายจ้างส่วนใหญ่แจ้งรายได้ของลูกจ้างต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อจ่ายเงินสมทบต่ำกว่าที่ควรจะจ่าย เรียกว่าพวกที่ต้องเข้าก็ไม่ยอมจะเข้า ส่วนพวกที่เข้ามาแล้วก็พยายามหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการนี้ เพื่อลดต้นทุน ลูกจ้างเองก็เออออห่อหมกด้วย เพราะรายได้รับจริงสูงกว่ารายได้ที่แจ้งสำหรับจ่ายเงินสมทบ

…ลูกจ้างเค้าจะรู้ไหม ว่าทำอย่างนี้มันไม่คุ้มกันกับอนาคตของตัวเองที่จะได้เงินบำนาญน้อยลง

กระนั้นก็เถอะ ที่ไม่น่าเชื่อเลย คือ จากการสำรวจกลับมีนายจ้างมากกว่า 70% เห็นด้วยกับที่รัฐบาลจะขึ้นเงินสมทบ 3% ทุกๆ 2 ปี จากปี 2553 จนเงินสมทบแตะที่ 22% เพื่อให้กองทุนมั่นคงขึ้น

…เป็นเรื่องไม่ธรรมดา

นายกล้ามาก ของเราเงินสมทบรวมกันจากนายจ้าง ลูกจ้างและรัฐบาลแค่ 12.75% เท่านั้น หากจะเกินไปกว่านี้รับรองว่าโวยวายแน่นอน แต่ถ้ามันจำเป็นจริงๆ ผมคิดว่าเราก็คงต้องยอมรับสถานการณ์และทำดังเช่นประเทศอื่นๆ เขาทำกันนะครับเพื่อให้กองทุนสมดุลมากที่สุด

นาทีนี้ใครก็มองข้ามเวียดนามไม่ได้เพราะเขากำลังมุ่งไปสู่การสร้างความทันสมัยให้กับประเทศในทุกด้านและทุกแห่งหน ดังนั้น ประกันสังคมก็ต้องตกเป็นเหยื่อ เอ้ย เป็นเป้าหมายของการพัฒนาด้วย เศรษฐกิจดี งานดี ประกันสังคมก็ต้องดีตาม ไม่เช่นนั้นจะพัฒนาไม่ทันกัน

ประเทศจีนมีแนวคิด 4 ทันสมัย เวียดนามก็จะออกนโยบาย 5 ทันสมัยประกันสังคมเหมือนกัน เขาจะปรับปรุงกระบวนงาน พัฒนาระบบ IT พัฒนาระบบบริหารบุคลากร พัฒนาการบริหารจัดการกองทุน และพัฒนาการบริหารโครงการ นโยบายอาจดูธรรมดาแต่แฝงไว้ด้วยแสงแห่งอนาคต

เร็วๆ นี้เวียดนามเริ่มไอเดียกระฉูดอีกครับ อุปสรรคคือพลังกระตุ้นต่อมความคิดโดยแท้ เหตุเพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะเป็นชนบท เทือกเขาและที่ราบสูง ห่างไกลความเจริญ คนรายได้ต่ำ เข้าไม่ถึงบริการ ธนาคารก็มีอยู่แค่ในเมือง มัวมารอโอนเงินเข้าบัญชีก็ไม่ได้ ดังนั้น จะฝืนธรรมชาติไปใย เวียดนามได้จึงคิดสร้างเครือข่ายตัวแทนจ่ายเงิน (pay-agent network) ขึ้นมาแก้

ตัวแทนที่ว่าไม่ใช่ใครอื่นครับ ก็คนในชุมชนนั่นแหละ แต่ไม่ใช่ใครๆ ก็เป็นได้ สูงต่ำดำขาวอย่างไรไม่ว่า แต่ต้องเป็นคนที่รับผิดชอบและเป็นที่เคารพของคนในชุมชนด้วย โดยสำนักงานประกันสังคมสาขาจะให้รายชื่อคนที่มีสิทธิและให้เงินคนเหล่านี้เพื่อไปจ่ายเป็นประโยชน์ทดแทนให้คนตามรายชื่อในพื้นที่ของตัวเองทุกเดือน

ไม่เท่านั้น ประกันสังคมยังให้เขาเหล่านี้เป็นเหมือนสายลับที่ไม่ลับคอยสืบปัญหาความต้องการของคนในพื้นที่และรายงานกลับเป็นข้อมูลอีกด้วย

…ไม่ธรรมดาอีกแล้ว

ความจริงเรื่องนี้เราก็ไม่น้อยหน้าหรอกครับ ประกันสังคมไทยเราก็มีแนวคิดดึงเอาท้องถิ่นเข้ามาช่วยบริการเหมือนกัน มีบางจังหวัด เช่น น่าน ก็ทดลองพัฒนาความร่วมมือกับ อบต. ในบางเรื่องไปแล้ว ไม่นานเราก็คงมีอะไรเจ๋งๆ ที่ชัดเจนขึ้น

…เราก็ไม่ธรรมดา

แต่เวียดนามก็มีปัญหามากพอตัว นอกเหนือจากที่ลูกจ้างไม่ค่อยมีแรงงานสัมพันธ์คือทำงานแบบไม่มีสัญญาจ้าง หลักประกันก็ยังไม่ทั่วถึง คนมีรายได้ต่ำทำให้เงินสมทบที่นำส่งก็น้อยลงด้วย สิทธิประโยชน์ที่ได้มันก็เลยน้อยไปตามกัน

ไม่เท่านั้น ยังมีปัญหาเรื่องผู้สูงอายุ และกองทุนที่มีจำกัด ว่ากันว่า เงินกองทุนจะหมดภายในปี 2568 หรืออีก 15 ข้างหน้าถ้าไม่มีนโยบายอะไรมาเปลี่ยนแปลง สุดท้าย คือ ปัญหาคนยังไม่เข้าใจแนวคิดด้านประกันสังคมอีกมากทำให้ไม่อยากเข้าระบบประกันสังคม

…แต่อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา

ลองเปรียบเทียบกันดูแล้วกันนะครับ สิ่งที่เจอกับระบบประกันสังคมของเวียดนามกับของเราหลายด้านใกล้เคียงกัน หลายด้านก็ต่างกัน วันนี้เวียดนามเป็นผู้มาดูงานที่ประเทศเรา แต่วันหน้าใครจะบอกได้

เอาล่ะครับ ผมขอหยุดเรื่องประเทศเวียดนามไว้เท่านี้ ฉบับหน้า ผมจะยังคงพาท่านดื่มด่ำกับบรรยากาศประกันสังคมในเอเชียกันต่ออีกสักหน่อย อดใจรออีกนิด ….แล้วพบกันครับ

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ลงในวารสารประกันสังคม ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 มีนาคม – เมษายน 2553

 

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: