Home > ประกันสังคมในต่างแดน > ตอนที่ 17 เมื่อพญาอินทรีกำลังอ่อนแรง

ตอนที่ 17 เมื่อพญาอินทรีกำลังอ่อนแรง

ขณะที่ผมกำลังปั่นต้นฉบับนี้ (กลางเดือนตุลาคม) มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นอยู่สองเรื่องครับ

เรื่องที่หนึ่ง ผมกำลังจะย้ายที่ทำงานไปสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 6 เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ จึงเท่ากับว่าตอนที่ 17 นี้จะเป็นตอนสุดท้ายที่ผมเขียนในนามของกองนโยบายและแผนงาน แต่แม้จะย้ายไปแล้วผมก็ยังคงรับใช้ท่านผู้อ่านผ่านบทความนี้ต่อไปครับ

ส่วนเรื่องที่สอง ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ ราวกับอยู่ในภาวะสงครามก็คงจะไม่ผิดนัก ถูกล้อมแล้วก็โดนตีแตกทีละด่านทีละเมือง แสดงให้เห็นว่าสยามประเทศยังขาดภูมิคุ้มกันด้านพิบัติภัยอย่างมาก

วิกฤติอุทุกภัยครั้งนี้มันยิ่งใหญ่เหลือเกิน แต่ก็แอบซึ้งใจอยู่ลึกๆ เพราะธารน้ำใจของคนไทยที่มีให้กันนั้นยิ่งใหญ่กว่าเป็นไหนๆ ผมเองก็ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบภัยทุกท่านด้วยนะครับ

และหวังเพียงว่าตอนที่บทความฉบับนี้วางแผง สถานการณ์ทั้งหลายคงจะคลี่คลายไปด้วยดี พร้อมกับแปรวิกฤติครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาส และเรียนรู้จากมันให้มาก

สิ่งที่ผมห่วงตอนนี้ไม่เพียงแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะที่เป็นกังวลไม่แพ้กันก็คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังน้ำลด

แน่นอนครับ จะมีปัญหาใหญ่หลายประการให้ต้องขบคิดแก้ไข ทั้งการเยียวยาฟื้นฟูความเสียหาย ปรับปรุงระบบน้ำทั้งประเทศ หรือแม้กระทั่งมาตรการรับมือน้ำท่วมใหญ่คราวต่อไป

“ว่างงาน” ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่หนีไม่พ้น เพราะนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน หรือบริษัทหลายแห่งคงจะหยุดกิจการหรือให้คนออกบางส่วน นั่นหมายความว่าจะมีผู้ว่างงานเพิ่มมากขึ้น และสำนักงานประกันสังคมจะต้องรับมือกับการให้ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจำนวนมากเป็นประวัติการณ์

และในขณะที่เรากำลังจะเผชิญกับปัญหาว่างงานในอนาคต อีกฟากหนึ่งของโลกกำลังเผชิญกับปัญหาว่างงานอย่างหนักหน่วง ท่านเชื่อหรือไม่ครับว่าประเทศที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้คือ  “สหรัฐอเมริกา”

ไม่ผิดหรอกครับ…เป็น “สหรัฐอเมริกา” จริงๆ

เชื่ออีกหรือไม่ครับว่าอัตราการว่างงานของอเมริกาอยู่ที่ 9.1% สัปดาห์นึงๆ มีคนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานมากกว่า 400,000 คน

และเชื่อไหมครับว่าอัตราการว่างงานของไทยเราไม่ถึง 1% มันต่างกันเพราะคนไทยพอออกจากบริษัทหรือโรงงานก็ยังกลับไปเป็นชาวนาชาวสวนกันได้ มีความสุขดี ไม่อดตาย แต่ชาวอเมริกาพอตกงานแล้วไม่มีภาคการเกษตรรองรับ จึงไม่รู้จะทำอย่างไร

…ดังนั้น แม้ว่าภยันตรายจะหนักหนาสักเพียงใด ก็จงภูมิใจเถอะครับที่ได้เกิดเป็นคนไทย รักเมืองไทย และรักคนไทยด้วยกัน

ปัญหาว่างงานของเมืองลุงแซมมีหลายสาเหตุ เอาที่น่าสนใจก็แล้วกันนะครับ ประการแรกอเมริกามีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะจากคนที่มีอยู่แล้วหรือคนที่อพยพเข้ามา พอคนเยอะขึ้นแต่งานที่มีให้ทำมันไม่เยอะตามมันจึงเป็นปัญหา

…เพราะจำนวนงานไม่พอกับจำนวนคน

ประการต่อมา คู่แข่งนอกรังพญาอินทรีกำลังแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ค่าจ้างแรงงานก็ถูกกว่ามาก ทำให้หลายบริษัทต้องปิดตัวลงเพราะแข่งขันไม่ไหว หรือมีการย้ายฐานการผลิตฐาน การปฏิบัติการไปนอกประเทศ ลูกจ้างในประเทศจึงต้องตกงานโดยอัตโนมัติ

สังเกตง่ายๆ ว่าตอนนี้เราเห็นสินค้าที่ใช้ว่า “Made in USA” บ้างไหม? ผมตอบให้เองครับว่า “ไม่” เห็นมีแต่ “Made in China” “Made in India” หรือ “Made in Bangladesh” เท่านั้น

“พญาอินทรี” ตัวนี้กำลังหมดแรงและกำลังกลายสภาพเป็นเพียง “อินทรี” เฉยๆ

ยังมีปัญหาที่เกิดจากแนวคิดการทำให้โครงสร้างของบริษัทแบน มีสายการบังคับบัญชาที่น้อยลงเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงส่งผลให้ต้องลดจำนวนพนักงานลง รวมถึงการใช้เครื่องจักรมาแทนมนุษย์ก็เป็นอีกส่วนที่ทำให้การจ้างงานน้อยลง

และอีกประการหนึ่ง ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานที่ให้มันค่อนข้างสูงครับ คือประมาณ 50% ของค่าจ้างเฉลี่ยต่อสัปดาห์ของแต่ละรัฐ เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งสูงพอที่จะดึงดูดให้คนไม่หางานทำ เพราะมันอาจจะสูงกว่างานบางประเภทด้วยซ้ำ จึงไม่มีเหตุผลใดที่ชาวมะกันจะต้องทำงาน

หนำซ้ำยังมีการขยายระยะเวลาการรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานสำหรับ “ผู้ว่างงานเรื้อรัง” หรือก็คือผู้ว่างงานระยะยาวให้มีสิทธินานถึง 99 สัปดาห์

…เท่ากับรัฐบริการอ้าปากและป้อนข้าวกันให้เลยทีเดียว

เรื่องนี้เราต้องดูไว้เป็นตัวอย่าง (ที่ไม่ควรเลียนแบบ) ครับ สิทธิประโยชน์กรณีว่างงานต้องไม่สูงและไม่นานเกินไปจนทำให้คนไม่อยากทำงาน

สถานการณ์ตอนนี้ยิ่งแย่ลงครับ สำนักข่าว CNN พาดหัวข่าวว่า Need a job to get a job” คือบางบริษัทได้กำหนดคุณสมบัติว่าผู้สมัครจะต้องมีงานทำอยู่แล้วถึงจะสมัครได้ด้วยอ้างว่าต้องการคนที่มีประสิทธิภาพ…แล้วคนว่างงานที่ยืนเมื่อยต่อแถวกันยาวเหยียดจะไปสมัครได้อย่างไร

…คิดอะไรแปลกๆ ก็คนมันไม่มีงานทำเลยต้องมาหางาน

ท่านประธานาธิบดีบารัค โอบามาถึงกับปวดหัวตึ้บ ตั้งใจจะออกกฎหมายเพื่อแก้วิกฤติเหล่านี้ มีมาตรการหลายอย่างครับ ทั้งการลดภาษี การลดอัตราเงินสมทบประกันสังคม รวมถึงการขยายระยะเวลาการรับประโยชน์ทดแทนสำหรับผู้ว่างงานระยะยาว ใช้งบประมาณอุดหนุนรวมกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์เท่านั้นเอง

แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ผ่านสักที เพราะนัยว่ากฎหมายฉบับนี้มันพ่วงเอาวัตถุประสงค์ทางการเมืองอำพรางเข้ามาด้วย ใครสนใจลองหาอ่านต่อนะครับ ประเด็นนี้น่าสนุกทีเดียวว่าจะลงเอยอย่างไร? และพญาอินทรีจะกลับมาผงาดได้อีกครั้งหรือไม่?

ผมนั่งพิมพ์บทความในบ้านของผมที่อยู่ต่ำกว่าระดับถนนจรัญสนิทวงศ์ราว 2 เมตร บัดนี้หายใจไม่ทั่วท้องนัก เสียงฟ้าร้องครืนๆ สายฟ้าแลบแปลบปลาบอยู่ไม่ขาด (หรือเป็นเพราะเมขลาล่อแก้วกับรามสูรขว้างขวาน) คาดการณ์ไม่ยากครับว่ากำลังจะมีฝนตกหนักแน่ๆ มวลน้ำขนาดใหญ่เคลื่อนเข้าใกล้บ้านผมมากขึ้นเรื่อยๆ เหยี่ยวข่าวแจ้งว่าน้ำท่วมบางกรวยแล้ว คงถึงคิวบ้านผมในไม่ช้านี้ ซึ่งผมเองก็ตระหนักดีว่า

…ได้เวลาเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกันแล้วครับ…

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ในวารสารประกันสังคม ปีที่ 17 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2554

 

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: