Home > ประกันสังคมในต่างแดน > ตอนที่ 16 เมื่อไทยต้องไหลไปตามกระแส AEC

ตอนที่ 16 เมื่อไทยต้องไหลไปตามกระแส AEC

ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาผมต้องไปประชุมเรื่องเกี่ยวกับ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ ASEAN Economic Community (AEC) หลายครั้ง ตอนนี้กระแส AEC แรงมากครับ

มันเนื่องมาจากอาเซียนตกลงกันว่าจะจัดตั้ง “ประชาคมอาเซียน” หรือ ASEAN Community ภายในปี พ.ศ. 2558 โดยประชาคมอาเซียนนี้ประกอบด้วยความร่วมมือ 3 เสาหลัก คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคง (APSC) ประชาคมเศรษฐกิจ (AEC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม (ASCC)

อาเซียนอยากจะเป็นเหมือน EU หรือ European Union ที่มีตลาดขนาดใหญ่ มีอำนาจต่อรอง และแข่งขันกับภูมิภาคอื่นได้…ที่สำคัญคือ “การพูดเป็นเสียงเดียว” ที่ทรงพลังกว่าการพูดหลายเสียงเป็นไหนไหน อาเซียนจึงต้องการจะรวมเป็นหนึ่งกะเขาบ้าง

ผมเพิ่งมีโอกาสได้ฟัง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนกล่าวสุนทรพจน์ ท่านเปรียบประชาคมอาเซียนเหมือน “ประตูน้ำของภูมิภาค” เพื่อประคองกระแสจากภายนอก หากเห็นว่าภายนอกมีโอกาสดีเราก็เปิดประตูน้ำรับเข้ามา หากเห็นท่าไม่ดีก็ปิดเสีย

AEC ต้องการให้อาเซียนมีตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน และพยายามให้มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี

คำถามแรก…จะเกิดอะไรขึ้นในภูมิภาคบ้าง?

ประชากรในอาเซียนรวมกันแล้วเกือบ 600 ล้านคน หรือขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศจีน นี่ถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก เป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรที่สมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วย ฉะนั้น สินค้าและบริการจะมีมากขึ้น หลากหลายขึ้น วัตถุดิบมีมากขึ้น ลูกค้าเยอะขึ้น ขายสินค้าง่ายขึ้น ราคาถูกลง การทำธุรกิจในภูมิภาคจะคล่องตัว คนจะไปมาหากันง่ายขึ้นและบ่อยขึ้น

…และอาจมีลูกครึ่งกันมากขึ้น ซึ่งผมเองก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์นั้นด้วย

คำถามต่อไป…แล้วจะเกิดอะไรกับประเทศไทยบ้าง?

ความจริงแล้วสยามประเทศควรจะได้ประโยชน์จาก AEC ค่อนข้างมากเพราะบุญเก่าเราเยอะ เป็นประเทศที่มีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม เทคโนโลยี บริการ ภูมิประเทศ ฯลฯ ธุรกิจควรจะขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

…เราอาจพบก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยในสิงคโปร์ หรือโรตีสายไหมอยุธยาในอินโดนีเซียก็ได้

กระนั้น เราก็มีปัญหาที่ต้องแก้หลายเรื่อง ทั้งเรื่องภาษาอังกฤษที่คนไทยจำนวนมากรู้แบบ snake snake fish fish หรือรู้แบบงูๆ ปลาๆ ซึ่งจะเริ่มส่งผลอันตรายเร็วๆ นี้ เพราะเราสู้สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซียหรือบรูไนไม่ได้

ทั้งทรัพยากรธรรมชาติก็ดูจะไม่สมบูรณ์เท่ากับพม่า ลาว เวียดนามและกัมพูชา

อีกปัญหาสำคัญคือการ “รู้เรา” แต่ “ไม่รู้เขา” ที่บอกเช่นนี้เพราะเรารู้จักคนอื่นน้อยกว่าที่เขารู้จักเรามาก ยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ คนไทยเข้าใจภาษาลาวเท่ากับที่คนลาวเข้าใจภาษาไทยไหม? ผมฟันธงได้เลยครับว่า เราเข้าใจน้อยกว่าเขามาก…ผมล่ะคนหนึ่ง (หรือผมคนเดียว?)

มีแต่ข้อเสียเหรอ? เปล่าครับ มีการวิเคราะห์กันแล้วว่าเราต้องชูการท่องเที่ยว สุขภาพ และความงาม ดังนั้น ใครที่อยู่ในข่ายอาชีพเหล่านี้เตรียมภาษาอังกฤษกันไว้เนิ่นๆ ได้เลย เพราะจะกลายเป็นภาษาทางการ ใครรู้ภาษาอื่นเพิ่มเติม เช่น ภาษามาเลย์ ก็จะยิ่งได้เปรียบ

คำถามสุดท้าย…แล้วกับระบบประกันสังคมล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

โดยทั่วไปประเทศที่มีฐานะเศรษฐกิจดีกว่ามักจะดึงดูดแรงงานต่างด้าวให้เข้ามาแสวงโอกาสมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนอาจเกิดเป็นปัญหาระดับชาติ ดังเช่นในเยอรมนีที่มีชาวตุรกีเข้ามาทำงานและอาศัยจำนวนมาก แฟนพันธุ์แท้ฟุตบอลคงจะรู้ว่าในลีกเยอรมนีมีนักเตะเชื้อสายตุรกีเต็มไปหมด

เช่นเดียวกับเยอรมนีครับ ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าจะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี แต่ในความเป็นจริงแรงงานไร้ฝีมือหรือที่เป็นกลุ่มแรงงานต่างด้าวอาจจะทะลักเข้าทะลักออกทั้งแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมายในประเทศกลุ่มอาเซียนนี้กันเป็นว่าเล่น ซึ่งก็รวมถึงในประเทศไทยด้วย ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด รวมถึงการค้ามนุษย์จะกลายเป็นประเด็นร้อน

และอาจรุกลามมาถึงการเรียกร้องให้ประกันสังคมคุ้มครองแรงงานเหล่านี้ด้วย

…ปัญหาว่างงานก็เป็นอีกหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้…

ไทยจะไม่ใช่ฐานการผลิตที่น่าสนใจอีกต่อไปเพราะทรัพยากรประเทศเพื่อนบ้านอุดมสมบูรณ์มาก น่าถลุง เอ้ย! ลงทุนอย่างยิ่ง ผนวกกับนโยบายเพิ่มค่าแรงอีกก็อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและมีการลงทุนในประเทศลดลง หนักหน่อยก็ย้ายฐานการผลิตไปเลย

คิดต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้น…ย้ายฐาน ปิดกิจการ ปัญหาการตกงานว่างงานจะโผล่พรวดมาติดๆ เมื่อนั้นประกันสังคมงานเข้าแน่ๆ ครับ

สิ่งสำคัญในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้คือเราต้องเร่งทบทวนกฎระเบียบต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ดูแลแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาในไทยอย่างเป็นธรรม ในขณะเดียวกันคนไทยที่ไปทำงานในอาเซียนก็ยิ่งต้องห่วง เราควรเร่งทำข้อตกลงไม่ว่าจะเป็นสองฝ่าย หรือหลายฝ่ายกับประเทศในอาเซียนโดยเร็วเพื่อให้ทุกคนได้รับความคุ้มครองต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในภูมิภาคนี้

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่มากๆ ผมเองก็ยอมรับโดยดุษฎีครับว่ายังมองได้ไม่ครบถ้วน จึงถือโอกาสที่สำนักงานประกันสังคมมีอายุครบ 21 ปีในวันที่ 3 กันยายน 2554 นี้ ขอให้ท่านผู้อ่านร่วมสนุกส่งอีเมล์มาแสดงหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่า AEC นี้ น่าจะส่งผลกระทบต่อระบบประกันสังคมบ้านเราอย่างไร และสำนักงานประกันสังคมควรทำอะไรในเรื่องนี้บ้าง

ความคิดใครเจ๋ง…ก็รับรางวัลไปเลยครับ

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ในวารสารประกันสังคม ปีที่ 17 ฉบับที่ 9 กันยายน 2554

 

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: