Home > ประกันสังคมในต่างแดน > ตอนที่ 15 เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข อะไร? อย่างไร? ทำไม?

ตอนที่ 15 เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข อะไร? อย่างไร? ทำไม?

หากใครเคยเข้าไปดูในเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคมอาจจะเห็นคำๆ หนึ่งที่ว่าประกันสังคมเป็นระบบ “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” แล้วท่านเข้าใจความหมายของคำที่ฟังดูธรรมดานี้หรือไม่?

“เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” เป็นหนึ่งในหลักการที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ระบบประกันสังคมอยู่คู่โลกของเรานับตั้งแต่วันแรกมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 120 ปีแล้ว และได้กลายเป็นหัวใจหลักในการสร้างระบบสวัสดิการของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ความจริงผมเคยเขียนเรื่อง “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” ไว้ใน Blog ของผมบ้างแล้ว และฉบับนี้ผมจะขอนำมาขยายความเพิ่มเติมเข้าไปอีก

สมมุตินะครับ ปกติเวลาเราไปกินข้าวกับเพื่อนรวม 3 คน เราสั่งอาหารมา 7 อย่าง แล้วแต่ละคนก็กินกันตามอัธยาศัย พอกินเสร็จถึงคราวคิดเงิน วิธีการที่ใช้กันและได้รับการยอมรับมากที่สุด ก็คือ การเฉลี่ยเงิน โดยให้แต่ละคนออกเงินเท่าๆ กัน

…เพราะคงไม่มีใครมาชั่งน้ำหนัก นับเม็ดข้าวหรือชิ้นเนื้อว่าใครกินมากกว่ากัน

แต่ก็มีบ่อยครั้งที่เรามักจะยินยอมให้คนในกลุ่มที่มีรายได้น้อยออกเงินในจำนวนที่น้อยกว่าเพื่อความเป็นธรรมและไม่ให้เขาเดือดร้อนมากเกินไป จะได้มากินข้าวร่วมกันได้บ่อยๆ ไม่เช่นนั้น คราวหลังเขาก็คงไม่มาอีกเพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว

ทั้งนี้ อาจมีบางคนสั่งหูฉลามมาเป็นพิเศษและจ่ายเอง อันนี้ไม่ว่ากันครับ เพราะหลักการนี้เปรียบเหมือนการทำ “ประกันชีวิต ที่เลือกซื้อตามความพอใจส่วนตัวนอกเหนือจากเมนูปกติ

และก็อาจมีกรณีที่มีเจ้ามือเลี้ยง ทุกคนกินฟรี อันนี้ก็ไม่เถียงครับ หลักการนี้เปรียบเหมือน “รัฐสวัสดิการ” ที่มีรัฐเป็นเจ้าภาพหลักสนับสนุนอย่างเป็นทางการ

คิดต่อนะครับว่าถ้ามีเจ้าภาพเลี้ยงตลอดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? คนกินก็สบาย แต่นานไปก็อาจเริ่มกินทิ้งกินขว้าง ไม่ค่อยเห็นคุณค่า หรืออาจรู้สึกไม่ดีที่มีคนคอยเลี้ยงดูตลอด ส่วนเจ้าภาพเองก็มีภาระหนักมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่เจ้ามือจะมาเลี้ยงข้าวเราตลอดชีวิต

เราลองมาเปรียบเทียบกับระบบภาษีก็ได้ครับ รัฐบาลเก็บภาษีมารวมเป็นกองกลาง เอาไว้ใช้ในการพัฒนาประเทศตามความจำเป็นเหมาะสม ยกตัวอย่างการสร้างสะพานพระราม 8 ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ ก็ไม่มีคนจากเชียงใหม่มาเรียกร้องว่าตนไม่เคยใช้สะพานพระราม 8 จึงไม่ขอจ่ายเงินส่วนดังกล่าว

ในทางกลับกัน หากมีการสร้างถนนเข้าหมู่บ้านที่เชียงใหม่ก็ไม่มีคนจากกรุงเทพฯ ก่นด่าว่าจะทำไปทำไมตนไม่มีโอกาสใช้ถนนที่นั่นเลย

แต่ถ้าวันหนึ่งคนจากเชียงใหม่จะมาใช้สะพานพระราม 8 ก็คงไม่มีคนกรุงเทพคนไหนที่จะมาห้าม เพราะทุกคนมีสิทธิในสะพานพระราม 8 ถึงเวลาต้องใช้ก็ใช้ได้ ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ จะมาเรียกสิทธิขอเงินคืนเพราะตนไม่ได้ใช้ไม่ได้ครับ

ประกันสังคมก็เป็นหลักแบบเดียวกัน…เพราะมันเป็นของสังคม…และเป็นของประเทศ

และเพราะไม่ใช่การทำประกันให้กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการทำประกันให้กับทั้งสังคม

ที่ผมเชื่อมโยงกับภาษีก็เพราะว่าประกันสังคมก็คือภาษีอย่างหนึ่ง เพียงแต่ว่าเป็นภาษีเฉพาะเพื่อใช้สำหรับเหตุที่กำหนดเท่านั้น เช่น เจ็บป่วย ตาย ชราภาพ ว่างงาน เป็นต้น

โดยหลักแล้วประกันสังคมเปรียบเหมือนถังน้ำดื่มที่ให้แต่ละคนเอาน้ำ (เงินสมทบ) ที่มีมาเทรวมกันเป็นกองกลาง (กองทุนประกันสังคม) ใครกระหายน้ำก็มาตักดื่ม คนที่ไม่กระหายก็ไม่ดื่ม ส่วนคนไหนจะเป็นลมก็ดื่มมากหน่อย

ใครเคยดูหนังเรื่อง “The man in the iron mask” ที่ลีโอนาร์โด ดิ แคปริโอ เป็นพระเอกก็คงจะได้ยินประโยคเด็ดของเหล่าทหารเสือที่พูดว่า all for one and one for all” หรือหมายความว่า ทหารเสือแต่ละคนจะสู้เพื่อกันและกัน นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาเหล่านั้นไม่ใช่แค่ทหารธรรมดา แต่เพราะการสู้เพื่อกันและกันนี่แหละที่ทำให้กลายเป็นทหารเสือ

…และมันก็ตรงกับหลักการ “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” พอดี

ถ้าถามว่าเฉลี่ยอะไรบ้าง คำตอบก็คือ เฉลี่ยเงินและเฉลี่ยความเสี่ยงของสมาชิกในระบบ

เฉลี่ยเงิน ก็คือ เอาเงินของสมาชิกทุกคนมารวมไว้เป็นกองกลาง ใครมีมากก็จ่ายมากหน่อย มีน้อยก็จ่ายน้อยตามสัดส่วนเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้เพื่อความเป็นธรรม

เฉลี่ยความเสี่ยง ก็คือ เอาความเสี่ยงของสมาชิกหลายกลุ่มมารวมกัน ใครบ้างนะหรือที่เป็นผู้เฉลี่ย? มีอยู่มากมายครับ เช่น คนรวยกับคนจน คนแข็งแรงกับคนขี้โรค คนหนุ่มสาวกับคนแก่ คนโสดกับคนมีบุตร คนพิการกับคนไม่พิการ คนมีงานทำกับคนไม่มีงานทำ ซึ่งคนเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงต่างกัน ใครเดือดร้อนจากความเสี่ยงก็เอาเงินจากกองกลางไปใช้บรรเทา

…ส่งผลให้สมาชิกที่มีความทุกข์เมื่อได้รับการช่วยเหลือก็จะมีความสุขขึ้นบ้าง

ส่วนคนที่ออกเงินมากก็ไม่ต้องตกใจว่าตนจ่ายเงินมากกว่า เพราะมันเป็นการเฉลี่ยความสุขของเราให้คนอื่นด้วย ซึ่งตอนได้รับประโยชน์ที่เป็นเงินก็จะได้รับมากกว่าคนที่จ่ายน้อยกว่า ทั้งเงินทดแทนการขาดรายได้ ทั้งเงินชราภาพ

ความจริงผมคิดว่าระบบประกันสังคมน่าจะเกิดขึ้นที่ประเทศไทยด้วยซ้ำ เพราะสังคมไทยเรามีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

อีกอย่างครับ คนไทยส่วนใหญ่ก็มีรายได้ไม่สูงนัก ลองนึกดูว่าเป็นไปได้ไหมที่คนเหล่านี้จะหาทำประกันชีวิตเอง ตัวใครตัวมัน…แล้วจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีเงินทำประกันชีวิต? ประกันสังคมจึงเหมาะกับประเทศไทยมากๆ

คราวนี้กลับมามองที่คนฐานะดีบ้าง มีใครกล้าประกาศไหมว่าจะไม่เจ็บป่วย ตาย มีบุตร หรือแก่ และมีใครกล้ายืนยันไหมว่าจะร่ำรวยตลอดกาล ไม่ง้อคนอื่น ซึ่งผมมั่นใจว่าไม่มีใครกล้าท้า

…เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย คือ สัจธรรม

จึงเท่ากับว่าสมาชิกทั้งระบบร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ด้วยการสละความสุขบางส่วนของตนเพื่อความสุขบางส่วนของสมาชิกคนอื่น ทุกคนเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ

ที่สำคัญการร่วมเฉลี่ยยังเป็นวิธีที่ยั่งยืนมากที่สุด เพราะนอกจากจะสร้างการมีส่วนร่วมแล้ว วิธีการนี้ยังทำให้ต้นทุนของแต่ละฝ่ายถูกลงอีกด้วย เพราะรัฐไม่ต้องจ่ายฝ่ายเดียว ไม่เช่นนั้นรัฐก็จะแบกรับภาระไม่ไหวในระยะยาว

…ทั้งหมดนี้คือคำตอบของ “เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข” อะไร? อย่างไร? ทำไม? ครับ

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ในวารสารประกันสังคม ปีที่ 17 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2554

 

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: