Home > ประกันสังคมในต่างแดน > ตอนที่ 14 ท่องแดนปิระมิด ประกันสังคมที่แพงที่สุดในกาฬทวีป

ตอนที่ 14 ท่องแดนปิระมิด ประกันสังคมที่แพงที่สุดในกาฬทวีป

ฉบับนี้เป็นครั้งแรกที่ผมพาทุกท่านไปยังดินแดนแอฟริกา หลังจากไปพาท่านข้ามน้ำข้ามทะเลไปทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชียกันไปเรียบร้อยแล้ว ครับ ผมขอลัดเลาะตามลุ่มแม่น้ำไนล์ไปโผล่ที่ “อียิปต์” เจ้าของอารยธรรมอันเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มาดูกันครับว่าประกันสังคมเขาเป็นยังไง

แดนฟาโรห์แห่งนี้มีประชากรทั้งหมด 80 ล้านคน ระบบประกันสังคมครอบคลุม 25 ล้านคน คิดเป็น 31% ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย แต่เทียบกันแล้วก็ยังมากกว่าบ้านเราซึ่งมีผู้ประกันตนประมาณเกือบ 10 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน คิดเป็น 15%

อียิปต์มีกองทุนสำคัญ 2 กองทุนครับ คือ กองทุนคุ้มครองข้าราชการ และกองทุนคุ้มครองแรงงานภาคเอกชน ซึ่งทั้งสองกองทุนนี้ดูแลโดยหน่วยงานเดียวคือ องค์กรประกันสังคมแห่งชาติ (The National Organization for Social Insurance: NOSI)

อย่างที่ผมพาดหัวเอาไว้ อียิปต์เป็นประเทศที่มีระบบประกันสังคมที่แพงที่สุดในแอฟริกา จะไม่แพงที่สุดได้ไงล่ะครับ ก็ทุกฝ่ายจ่ายเงินสมทบรวมกันถึง 41% ลูกจ้าง 14% ส่วนนายจ้างปาเข้าไป 26% และรัฐบาลออกอีก 1% ครับ และจำนวนที่ว่านี้แพงกว่าเยอรมนี สวีเดน อังกฤษ รวมทั้งอเมริกาเสียอีก

…ไทยแลนด์แดนเจ้าพระยาของเรารวม 3 ฝ่าย 12.75% คนก็ว่าแพงสุดๆ แล้ว

ดินแดนไอยคุปต์ประสบปัญหาหลายเรื่องครับ ประการหนึ่งคือแรงงานนอกระบบไม่ได้รับความคุ้มครองที่เพียงพอ …สงสัยต้องติดต่อให้มาดูงานประกันสังคมของเรา รับรองได้บทเรียนเพียบ

ที่หนักยิ่งกว่า อียิปต์เผชิญปัญหาเหมือนแทบทุกประเทศ คืออายุขัยเฉลี่ยของประชากรที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าใช้จ่ายของระบบจึงสูงขึ้นเพราะต้องจ่ายบำนาญนานขึ้น ซึ่งทำให้รัฐต้องช่วยเหลือกรณีกองทุนขาดดุลที่คาดว่าจะมีภาระถึง 2.5% ของ GDP ในอีก 15 ปีข้างหน้า

ที่สำคัญ การจ่ายบำนาญที่คำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ย 5 ปีสุดท้าย เหมือนเป็นแฝดสยามกับเราก็ไม่ผิด มันมีผลเสียอย่างมากเพราะนายจ้างลูกจ้างมักจะแจ้งเงินเดือนต่ำในช่วงแรกเพื่อจะจ่ายเงินสมทบต่ำ แต่พอ 5 ปีสุดท้ายก่อนเกษียณกลับแจ้งเงินเดือนพุ่งกระฉูดเพื่อหวังได้เงินบำนาญมากๆ

เรื่องนี้ใหญ่โตลุกลามกลายเป็นวาระแห่งชาติ มีการเปิดเวทีให้ถกกันหลายฝ่ายเพื่อหาทางออก

ในที่สุดก็สรุปว่าต้อง “ปฏิรูป” หลักการทั่วไปในการแก้ไขปัญหานี้มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธีครับ คือ ปรับการจ่ายบำนาญโดยคำนวณจากเงินสมทบตลอดทั้งชีวิต หรือให้มีบัญชีส่วนตัวเพื่อเป็นเงินเก็บเพิ่มเติม

รัฐบาลต้นตำรับมัมมี่เลือกวิธีที่สองครับ มีการวางปรัชญากันใหม่ โดยเน้นการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมสำหรับชีวิตของแต่ละคน วิธีการหลักคือการสร้างบัญชีส่วนตัวขึ้นมาและยกเลิกเพดานเงินเดือนที่ต้องจ่ายเงินสมทบออก แต่ละคนจ่ายกันเต็มที่ ส่วนรัฐจะผันตัวเองกลายเป็นผู้ให้เงินอุดหนุนสำหรับบำนาญพื้นฐานและกรณีบำนาญไม่เพียงพอเท่านั้น

หมายมั่นปั้นมือกันว่า ระบบใหม่นี้จะช่วยเพิ่มสิทธิประโยชน์ เพิ่มการบังคับใช้กฎหมาย คนจะจ่ายเงินสมทบเยอะขึ้นเพราะมีผลต่อบัญชีเงินออมส่วนบุคคล ฉะนั้นจ่ายมากก็ได้มาก รวมทั้งยังลดต้นทุนของทุกฝ่ายเพราะเงินสมทบโดยรวมจะลดเหลือประมาณ 30% เท่านั้น (ซึ่งก็ยังมากกว่าบ้านเราอยู่ดี)

เรื่องที่ว่านี้ ปัจจุบันยังไม่มีผล แต่ปีหน้านี้ เป่านกหวีดเริ่มแน่นอน เพราะกฎหมายผ่านแล้ว

ที่สำคัญแนวคิดนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วย ผมจะถอดสมการให้ดูครับ

…เมื่อจำนวนบำเหน็จบำนาญอิงกับจำนวนเงินสมทบที่จ่าย ผู้ประกันตนก็ต้องการจ่ายเงินสมทบตรงความจริงเพื่อให้ได้เงินหลังเกษียณมากๆ

…และเมื่อคนต้องการจ่ายเงินสมทบตรงตามจริง ก็หมายความว่าต้องแจ้งเงินเดือนที่แท้จริง

…และเมื่อแจ้งเงินเดือนที่แท้จริง ก็จัดเก็บภาษีได้เที่ยงตรงขึ้น เลี่ยงภาษีได้น้อยลงโดยปริยาย

กระนั้นแล้ว สิ่งที่หลีกไม่ได้ก็คือต้องค่อยๆ เพิ่มอายุที่มีสิทธิรับบำนาญด้วยจาก 60 ปี เป็น 65 ปี ภายใน พ.ศ. 2570 ซึ่งผมต้องฝากถึงท่านผู้อ่านทุกท่านว่า ไม่ช้าก็เร็วประกันสังคมบ้านเราคงต้องเพิ่มอายุที่มีสิทธิรับบำนาญแน่นอน เพราะเท่าที่ดูแล้ว แทบจะทุกประเทศในโลกต้องขยายอายุเกษียณ

ความจริงมันก็ไม่ได้เลวร้ายหรอกครับ ลองนึกดูว่าคนเราอายุ 55 ปียังทำอะไรได้อีกตั้งเยอะตั้งแยะ ทั้งข้าราชการก็เกษียณตอนอายุ 60 ปี ออกจากงานมาก็ยังทำนั่นทำนี่ได้อีกมากมาย

ข้ามมาดูเรื่องประกันการว่างงานกันสักหน่อย หลักการวิธีการต่างๆ ก็ใกล้เคียงกับของเราครับแต่จะให้ประโยชน์ทดแทนในอัตรา 65% ของเงินเดือนเฉลี่ย 12 เดือนสุดท้าย ให้เป็นเวลา 6-12 เดือนตามระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบ สูงกว่าบ้านเรามากพอสมควร

…แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเขาจ่ายเงินสมทบกันหนักหน่วงแค่ไหน

…และที่ผมอยากให้ท่านรู้ก็คืออัตราว่างงานของแดนอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์สูงถึง 8-10% เทียบกับบ้านเราที่อยู่ระดับต่ำกว่า 1.5% อย่างไม่เห็นฝุ่น อันนี้เราเหนือกว่าค่อนข้างมาก ลองคิดนะครับ ยิ่งอัตราว่างงานสูง การจ่ายประโยชน์ทดแทนก็ต้องสูงตาม

หรือกลับกัน เมื่อให้ประโยชน์ทดแทนสูง อัตราว่างงานจึงสูง เพราะคนอยากรับเงินโดยไม่ต้องออกแรง นี่แหละครับคือดาบสองคมของกรณีว่างงาน

แฮ่ม! ผมอยากจะติดต่อให้อียิปต์เขามาดูงานบ้านเราในเรื่องนี้เสียจริง

อย่างไรก็ตาม เขาก็กำลังปรับตัว มีการเสนอระบบใหม่ที่จะทำให้แต่ละคนมีทั้งบัญชีส่วนตัวและบัญชีเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข ซึ่งหากเกิดเหตุอะไรก็ตามให้ใช้จากบัญชีส่วนตัวก่อน หากไม่พอจึงค่อยนำเงินจากบัญชีเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขออกมาใช้ หลักการนี้ ใช้กับเรื่องบำเหน็จบำนาญด้วย

…น่าสนใจดีนะครับ ฟังอย่างนี้แล้วขออนุญาตเปลี่ยนให้เราไปดูเขาจะดีกว่า

เจ้าหน้าที่ฝั่งรัฐบาลบอกว่า การปฏิรูปครั้งนี้คงต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่หลายเรื่อง เช่น ระบบ IT การฝึกอบรมบุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเหนือสิ่งอื่นใด ตัวป่วน! เอ้ย ตัวแปรที่สำคัญก็คือ สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ…และการเมือง

โล่งอก…นึกว่าจะเป็นเฉพาะบ้านเราเท่านั้นเสียอีก 

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ในวารสารประกันสังคม ปีที่ 17 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2554

 

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: