Home > ประกันสังคมในต่างแดน > ตอนที่ 13 Made in Japan

ตอนที่ 13 Made in Japan

“Made in Japan” เป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ประเทศ Nippon, Japan หรือที่เรารู้จักกันว่า “ญี่ปุ่น” เป็นส่วนผสมของความล้ำสมัยแบบโลกตะวันตกกับปรัชญาวัฒนธรรมแห่งโลกตะวันออกที่สมบูรณ์ที่สุด ซึ่งต้องยกย่องครับว่าญี่ปุ่นคือผู้นำของเอเชียและโลกหลายเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม บันเทิง กีฬา อาหาร ฯลฯ

…ระบบสวัสดิการของญี่ปุ่นก็หนึ่งในนั้น

เริ่มต้นจากกฎหมายความยากจนเมื่อประมาณกว่า 130 ปีก่อน แต่ที่มีบทบาทจริงๆ ก็คือระบบประกันสังคมซึ่งใช้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2465 โดยเริ่มจากระบบประกันสุขภาพก่อนที่จะมีประกันชราภาพราว 20 ปีหลังจากนั้น

การพัฒนาระบบสวัสดิการถ้วนหน้าเริ่มต้นอย่างจริงจังหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ระบุว่า “ชาวญี่ปุ่นทุกคนย่อมมีสิทธิตามมาตรฐานความเป็นอยู่ขั้นต่ำและมีชีวิตที่มีคุณค่า” ต่อมาหลังปี พ.ศ. 2500 ได้มีการเปลี่ยนแนวคิดการจัดสวัสดิการ คือ จากการเลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นการให้แบบถ้วนหน้า จนทำให้มีการปฏิรูประบบประกันสุขภาพและระบบบำนาญชราภาพให้คุ้มครองถ้วนหน้าในเวลาต่อมา

ดูภาพรวมในปัจจุบันกันสักนิดครับ ระบบสวัสดิการสังคมหรือระบบความมั่นคงทางสังคมของแดนปลาดิบประกอบด้วย 2 ที่มาหลักๆ คือ 1. ประกันสังคม เช่น ประกันชราภาพ สุขภาพ การจ้างงาน และการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน นายจ้างและผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบรวมฝ่ายละ 13.772% และ 13.122% ตามลำดับ (ของไทยเราฝ่ายละ 5%) และ 2. ภาษี เช่น การสาธารณสุข บริการผู้สูงอายุ บริการครอบครัว คนพิการ และสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น

ผมขอลงลึกเรื่องบำนาญชราภาพของแดนซากุระหน่อยเพราะพักหลังเรื่องนี้ขึ้นพาดหัวข่าวจนเป็นประเด็นร้อนในทุกประเทศ (อ่านจากฉบับที่แล้วก็ได้ครับ) ทั่วโลกกำลังตื่นตัว มันก็สมควรอยู่หรอกครับเพราะบำนาญชราภาพเป็นรายจ่ายที่สูงมากจนสะเทือนถึงทุกฝ่าย

ระบบบำนาญญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น 3 ชั้นครับ

ชั้นที่ 1 บำนาญพื้นฐานแห่งชาติ จ่ายเป็นบำนาญในอัตราพื้นฐานเท่ากันให้กับประชาชนทุกคน …อันนี้คล้ายกับเบี้ยยังชีพบ้านเรา แต่ได้ทุกคนและได้สูงสุดประมาณเดือนละ 66,000 เยน โดยต้องจ่ายเงินสมทบตามชั้นที่ 2 ไม่น้อยกว่า 25 ปีหรือตามเงื่อนไขอื่นที่กำหนดจึงจะได้เต็มจำนวน

ชั้นที่ 2 ประกันบำนาญลูกจ้าง เป็นบำนาญสัมพันธ์กับรายได้ที่ให้กับลูกจ้างแทบทุกคนเพิ่มเติมจากบำนาญชั้นที่ 1 โดยนายจ้างและลูกจ้างต้องร่วมจ่ายเงินสมทบฝ่ายละ 7.852% อัตราบำนาญโดยเฉลี่ยประมาณเดือนละ 155,345 เยน หรือประมาณ 50% ของเงินเดือนเฉลี่ย …ชั้นที่ 2 นี้ก็คือระบบประกันสังคมเหมือนบ้านเราดีๆ นี่เอง แต่ที่แตกต่างก็คือผู้ที่ส่งเงินสมทบจะถือว่าได้สมทบให้กับบำนาญในชั้นที่ 1 ด้วย

ชั้นที่ 3 บำนาญทางเลือก ส่วนมากจะเป็นนายจ้างเป็นผู้จัดให้ มีลักษณะเป็นกองทุนบำนาญลูกจ้าง หรือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นเงินก้อนก็ตามแต่นายจ้างจะเลือกสรร ….สำหรับอันนี้ คล้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบ้านเรา

ส่วนข้าราชการมีระบบแยกออกมาต่างหากเรียกว่า Mutual Aid Pension ครอบคลุมชั้นที่ 1 และ 2 กล่าวรวมๆ แล้วบำนาญทั้งระบบทำให้ชาวอาทิตย์อุทัยแทบทุกคนพอมีกินมีใช้ในวัยชรา

ผมว่าเราหนีออกจากเรื่องสูงอายุมาดูหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการประกันสังคมของญี่ปุ่นกันบ้างดีกว่าครับ กระทรวงสาธารณสุข แรงงานและสวัสดิการ เป็นผู้ดูแลในภาพรวม แต่สำหรับเรื่องบำนาญชราภาพมี Japan Pension Service (JPS) ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวง ทำหน้าที่บริหารงานในระดับชาติ โดย JPS เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่แทนที่ Social Insurance Agency หรือ SIA ตั้งแต่เมื่อต้นปีที่แล้วนี่เอง

ปัญหาที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญในขณะนี้เห็นจะไม่พ้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เพราะญี่ปุ่นประสบปัญหาจำนวนประชากรโดยรวมลดลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ไม่เพียงเท่านั้น ยังคาดกันว่าในอีก 40 ปีข้างหน้าจะมีประชากรสูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) มากกว่า 40% ของประชากรทั้งหมดด้วย

…เราอาจจะได้เห็นคู่รักต่างวัยกันจนชินตา…

และแน่นอนครับ ปัญหานี้กระทบต่อค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการเหมือนกับหลายๆ ประเทศ เพราะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายด้านบำนาญชราภาพสูงปรี๊ดอย่างต่อเนื่อง กินสัดส่วนมากกว่าครึ่ง ส่วนด้านสุขภาพตามมาติดๆ ที่ 30% …ที่เหลืออื่นๆ กลายเป็นจิ๊บจิ๊บไปเลย

คนที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจจะรู้ว่าปัจจุบันจีนได้กลายเป็นผู้นำเศรษฐกิจของโลกรายใหม่เป็นรองแค่เพียงสหรัฐอเมริกาเท่านั้น โดยเบียดญี่ปุ่นร่วงไปอยู่ลำดับที่ 3 เรียบร้อยแล้ว ปัจจัยหนึ่งก็เพราะจีนมีกำลังการผลิตจากประชากรจำนวนมหาศาล ขณะที่ประชากรญี่ปุ่นกลับมีแนวโน้มลดลงบวกกับมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงหมายความว่ากำลังการผลิตจะลดลงไปอย่างน่าใจหาย

…ฟันธงได้เลยว่าโอกาสที่ญี่ปุ่นจะแซงจีนกลับได้นั้น…ยากกกส์

เปลี่ยนเรื่องดีกว่าครับ ใครที่มีเพื่อนเป็นชาวญี่ปุ่นคงจะรับรู้ได้ว่าชาวญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในเพื่อนต่างชาติที่มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับชาวไทยมากที่สุด ทันทีที่รู้ว่าเราเป็นคนไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกแล้ว ชาวญี่ปุ่นจะแสดงความดีใจและมีความรู้สึกสนิทสนมกับเราเป็นพิเศษจากใจจริงด้วย

มันเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ก็แอบแปลกใจอยู่ลึกๆ ว่าทำไมประกันสังคมไทยและญี่ปุ่นยังไม่มีความร่วมมืออะไรกันเป็นพิเศษ ซึ่งผมว่านี่เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำอย่างยิ่งและน่าจะสำเร็จไม่ยาก

สำหรับเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มญี่ปุ่นจนทำให้โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นระเบิดและนำมาซึ่งความสูญเสียครั้งสำคัญจนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และต่อระบบประกันสังคมด้วย ผมต้องขอโทษจริงๆ ที่ไม่มีข้อมูลตัวเลขมาเสนอ  กระนั้น ก็ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ชาวญี่ปุ่นยืนหยัดผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้แล้วกันครับ

…เพื่อให้ญี่ปุ่นกลับมาทวงบัลลังก์เจ้าเศรษฐกิจคืนจากจีน

…และเพื่อแสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกอยู่

แต่ท่ามกลางความโศกเศร้าครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นนั้น ก็ยังคงมีสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “ความซึ้งใจ” เกิดขึ้น ผมขอปิดท้ายด้วยคำคมของท่านทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (ฟังจากสื่อช่องใดจำไม่ได้แล้ว) ที่กล่าวขอบคุณชาวไทยอันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยกับญี่ปุ่นครับ

“…ชาวญี่ปุ่นรู้สึกมีกำลังใจทุกครั้งที่รู้ว่าคนไทยส่งความช่วยเหลือมาให้…”

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ในวารสารประกันสังคม ปีที่ 17 ฉบับที่ 6 มิถุนายน 2554

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: