Home > ประกันสังคมในต่างแดน > ตอนที่ 1 กำเนิดประกันสังคม

ตอนที่ 1 กำเนิดประกันสังคม

ใครรู้บ้างว่าการประกันสังคมเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศใด? อังกฤษ? อเมริกา?สวีเดน? ฝรั่งเศส? ไม่ใช่ครับ เพราะคำตอบคือเยอรมนี ผมจะขอย้อนเวลากลับไปในห้วงประวัติศาสตร์นะครับ ตั้งแต่สมัยท่านอัครมหาเสนาบดี อ๊อตโต ฟอน บิสมาร์ค (Chancellor Otto von Bismarck) เป็นผู้ปกครองเยอรมนีช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ท่านได้รับแรงบันดาลใจจากจักรพรรดิวิลเลี่ยมที่ 1 แห่งเยอรมนีผู้ซึ่งได้มีจดหมายฉบับหนึ่งถึงรัฐสภามีใจความว่า

“…บุคคลใดไม่สามารถทำงานได้อันเป็นผลมาจากความชราภาพและทุพพลภาพย่อมมีสิทธิที่จะเรียกร้องการดูแลจากรัฐได้…”

ท่านบิสมาร์คทราบความดังกล่าวเข้า อีกทั้งตอนนั้นเป็นช่วงหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม เยอรมนีรู้ตัวว่าสภาพเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของตนเองล้าหลังกว่าอังกฤษและฝรั่งเศสมาก ทั้งยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น กลุ่มแรงงานกินค่าจ้างไม่มีความมั่นคงทางรายได้ รวมถึงเกรงว่าแนวคิดสังคมนิยมจะครอบงำลูกจ้าง ทุกอย่างมันรุมเร้าบีบคั้น ท่านบิสมาร์คปวดหัวมากจึงคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว และได้ปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า ฉันต้องสร้างพื้นฐานความกินดีอยู่ดีให้กับแรงงานจะได้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของเยอรมนีให้ไปแข่งขันกับเพื่อนบ้านเมืองผู้ดีและเมืองน้ำหอมได้ ในที่สุดจึงมาลงเอยด้วยการออกแบบเครื่องมืออันหนึ่งที่เรียกว่า “การประกันสังคม (Social Insurance)”

เยอรมนีได้ใช้การประกันสังคมนี้เป็นวิธีการหลักในการสร้างความมั่นคงทางสังคม (Social Security) ให้กับประเทศตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยในช่วงแรกเขาบังคับเก็บเงินสมทบ 3 ฝ่ายจากลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล ให้สิทธิประโยชน์ 4 เรื่องหลักๆ ได้แก่ การประกันสุขภาพ การประกันการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน การประกันชราภาพ และการประกันทุพพลภาพ และนี่ได้กลายเป็นแม่แบบให้ประเทศอื่นๆ ทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกาเอาตามกันเป็นแถวในเวลาต่อมา

ประเทศเยอรมนีได้พัฒนาวิธีการประกันสังคมอย่างต่อเนื่องและครบถ้วน หัวใจสำคัญของระบบประกันสังคมของเยอรมนี (และของทุกๆ ประเทศ) ก็คือ การเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข (Solidarity) ซึ่งหมายถึง การที่ทุกคนในระบบประกันสังคมแบกรับภาระร่วมกัน จึงทำให้เกิดการสร้างการเฉลี่ยความเสี่ยงระหว่างคนกลุ่มต่างๆ เช่น คนเจ็บป่วยกับคนสุขภาพดี คนแก่กับคนหนุ่มสาว คนมีครอบครัวกับคนโสด หรือคนรวยกับคนจน เป็นต้น

หลักการพื้นฐานที่สำคัญอีกประการ ก็คือ หลักการจ่ายเงินสมทบโดยนายจ้างและลูกจ้างเป็นผู้มีหน้าที่หลักในการจ่าย ใช้เงินเดือนหรือรายได้ของลูกจ้างเป็นฐานในการหักเงินสมทบ ส่วนรัฐบาลจะอุดหนุนบางกรณี ซึ่งระดับการได้รับประโยชน์ทดแทนก็จะขึ้นอยู่กับการส่งเงินสมทบ คิดง่ายๆ ก็คือ ถ้าจ่ายเงินสมทบมากก็มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนมาก นอกจากนี้ ยังมีการกระจายอำนาจให้หน่วยงานในสังกัดสามารถบริหารจัดการตนเองได้อย่างอิสระเพื่อลดภาระของรัฐ และให้กองทุนประกันสังคมมีสถานะเป็นบริษัท สามารถบริหารทั้งงานและเงินได้อย่างเต็มที่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง

ถามว่าใช้ประกันสังคมเพื่อสร้างความมั่นคงทางสังคม แล้วความมั่นคงทางสังคมมีความสำคัญมากขนาดไหน? ก็ถึงขั้นถูกบรรจุให้เป็นสิทธิพื้นฐานประการหนึ่งที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศ เป็นสถาบันทางสังคมที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของชาวเยอรมัน ปัจจุบัน ชาวเยอรมันได้รับความคุ้มครองภายใต้ระบบประกันสังคมประมาณ 90% นอกจากนี้ รายจ่ายด้านสวัสดิการของเยอรมนียังสูงถึง 27.6% ของ GDP ขณะที่อภิมหาอำนาจอย่างอเมริกาใช้แค่ 16.2% เท่านั้น นี่แหละที่ทำให้เยอรมนีกล้าเรียกตัวเองว่าเป็น “รัฐสวัสดิการ (Welfare State)” ได้อย่างไม่อายใคร

ปัจจุบันนี้ สิทธิประโยชน์หลักๆ ภายใต้ระบบประกันสังคมของเยอรมนีมีอยู่ด้วยกัน 5 ประการ ได้แก่ การประกันสุขภาพ (รวมถึงกรณีคลอดบุตร) การประกันบำนาญ (รวมทั้งกรณีทุพพลภาพและกรณีชราภาพ) การประกันว่างงาน การประกันอุบัติเหตุเนื่องจากการทำงาน และการประกันสุขภาพระยะยาว

หลายคนคงมีคำถามเหมือนกับผมว่าสิทธิประโยชน์ประกันสังคมของเยอรมนีมันจะดีสักแค่ไหน ผมเองไปศึกษาดูแล้วก็เกิดอาการชะงักงัน เพราะเขาให้แบบเป็นเนื้อเป็นหนัง ยกตัวอย่างกรณีบำนาญชราภาพก็แล้วกัน สูตรการคิดบำนาญค่อนข้างยุ่งยาก แต่สรุปง่ายๆ ก็คือ ผู้ประกันตนจะได้รับบำนาญเมื่ออายุ 65 ปี ในอัตราประมาณ 70% ของรายได้เฉลี่ยตลอดช่วงที่ทำงาน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าส่งเงินสมทบมากแค่ไหน นานแค่ไหน ถ้าจะรับแบบเต็มๆ ก็ต้องจ่ายเงินสมทบ 45 ปี ส่วนใครจะเกษียณก่อนก็ไม่ว่ากันแต่ต้องอายุไม่ต่ำกว่า 63 ปีและต้องยอมถูกหักเงินตามสัดส่วน

นั่นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ท่านคงเริ่มรู้สึกอิจฉาคนเยอรมันแล้วใช่ไหมครับ แต่ขอให้ฟังผมสักนิด เราอย่าเอาเลขดังกล่าวมาเปรียบกับระบบประกันสังคมของประเทศไทย เพราะสิ่งที่จะต้องยอมรับและเข้าใจก็คือการจะให้สิทธิประโยชน์ได้สูงขนาดนั้น ลูกจ้างและนายจ้างต้องยอมจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมในอัตราสูงถึง 19.5% และ 19.92% ตามลำดับ คือจ่ายรวมกันเกือบ 40% ของรายได้ลูกจ้าง โดยรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินอุดหนุนบางส่วน เห็นไหมครับว่ามันต่างกับประเทศไทยมากจนเทียบไม่ได้ ซึ่งแน่นอนการที่เก็บเงินสมทบในอัตราที่สูง เท่ากับมีต้นทุนสูง ก็ย่อมสามารถให้สิทธิประโยชน์ในอัตราที่สูงได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าระบบประกันสังคมเยอรมนีจะโรยด้วยกลีบกุหลาบไปเสียทั้งหมด เพราะในช่วงศตวรรษที่ 21 นี้ ประเทศเยอรมนีได้ประสบกับปัญหาสำคัญหลายประการ เช่น คนแก่จะเพิ่มมากขึ้น แถมยังไม่ค่อยมีเด็กเกิดอีก รวมทั้งแนวโน้มการเปลี่ยนรูปแบบของตลาดแรงงาน ทำให้ต้องมีการปรับโครงสร้างระบบประกันสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเสถียรภาพของกองทุนประกันสังคมในระยะยาว

ทั้งหมดนี้ทำให้เยอรมนีเร่งหากลยุทธ์ต่างๆ ออกมาต่อกรกับปัญหาดังกล่าว โดยมาตรการที่ถูกนำมาใช้ เช่น การควบคุมรายจ่ายด้านสุขภาพ การช่วยเหลือทางภาษีสำหรับโครงการประกันชราภาพในภาคเอกชน การเพิ่มอายุเกษียณจาก 65 ปี เป็น 67 ปี หรือโครงการช่วยหางานให้ลูกจ้างผู้สูงอายุ เป็นต้น เพื่อให้ระบบมีภูมิคุ้มกันต่อแรงกดดันทั้งในปัจจุบันและอนาคต

เป็นยังไงบ้างครับสำหรับประเทศต้นกำเนิดของระบบประกันสังคม ครั้งหน้าผมจะพาท่านไปรู้จักระบบประกันสังคมของประเทศที่ถูกเรียกว่าเป็นรัฐสวัสดิการประเทศแรกของโลก หากท่านใดมีข้อติชมแนะนำหรืออยากรู้ระบบประกันสังคมของประเทศไหนก็บอกกันมาได้นะครับ ผมจะพยายามค้นข้อมูลมาให้ สำหรับฉบับนี้ สวัสดีครับ

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ลงในวารสารประกันสังคม ปีที่ 15 ฉบับที่ 5 เดือนกันยายน – ตุลาคม 2552

  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: