Home > ประกันสังคมในต่างแดน > เรื่องที่ 3 สวีเดน: รัฐสวัสดิการในอุดมคติ

เรื่องที่ 3 สวีเดน: รัฐสวัสดิการในอุดมคติ

ระยะหลังๆ กระแสเรื่องจะให้เมืองไทยเป็นรัฐสวัสดิการมีอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะจากกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อนำมาโฆษณาเป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็กลายเป็นสายลมทุกครั้งไป แล้วถ้าหากจะถามว่ารัฐสวัสดิการในอุดมคติอยู่ที่ใด คงไม่พ้นต้องมาเหลียวมองประเทศสวีเดนนี่แหละครับ เพราะสวีเดนเป็นเหมือนรัฐสวัสดิการในฝันก็ว่าได้ เราลองมาดูกันครับว่ามันเป็นอย่างไร

สวีเดนมีพื้นที่ประมาณ 450,000 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าประเทศไทยนิดหน่อย (ประเทศไทยประมาณ 514,000 ตารางกิโลเมตร) แต่มีประชากรอยู่เพียง 9.2 ล้านคน น้อยกว่าถึง 7 เท่า ประชากรจึงอยู่กันอย่างไม่แออัด คิดง่ายๆ ลองหลับตานึกภาพจราจรในกรุงเทพฯ ช่วงปีใหม่ก็ได้ครับ รถไม่ติด ควันพิษก็ไม่มี มันมีความสุขมากแค่ไหน

พัฒนาการการเป็นรัฐสวัสดิการของสวีเดนมีมาค่อนข้างยาวนานตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1840 เริ่มจากกฎหมายความยากจนเช่นเดียวกับอังกฤษ (หาอ่านได้จากฉบับที่แล้ว) และพัฒนาต่อเนื่องมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่ฝังแน่นในระบบเศรษฐกิจของประเทศจนถึงปัจจุบัน

รัฐสวัสดิการสวีเดนมาถึงจุดรุ่งเรืองสูงสุดในช่วง ค.ศ. 1970 สวีเดนดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างดีเลิศโดยถ้วนหน้าตั้งแต่เด็กยันแก่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ดูแลทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย

ถามว่าทำไมสวีเดนจึงเป็นรัฐสวัสดิการได้สำเร็จ ก็เพราะ เขามีประชากรน้อย มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล ข้าราชการไม่คอร์รัปชั่น ผู้คนสนับสนุนระบบสวัสดิการแม้ต้องเก็บภาษีเพิ่มเท่าไหร่ก็ยอมเพราะได้ผลจริง การเมืองมีการบริหารต่อเนื่องมากกว่าครึ่งศตวรรษ นายจ้างลูกจ้างและสหภาพการค้าให้ความร่วมมือและสนับสนุนอย่างดี ที่สำคัญประชาชนเสียภาษีแพงมาก นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจของประเทศยังมีเสถียรภาพ ถึงขนาดในช่วงปี 1950 – 1970 สวีเดนกลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมีรายได้ต่อหัวสูงติดกลุ่ม 5 อันดับแรกของโลกเลยทีเดียว

ผมลองมาเปรียบเทียบดูแล้ว รู้สึกว่าปัจจัยข้างต้นมันตรงข้ามกับบ้านเราแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การเมือง แล้วประเทศไทยจะเป็นรัฐสวัสดิการได้ไหม เมื่อไหร่ อย่างไร นี่เป็นคำถามที่ต้องช่วยกันหาคำตอบครับ

วารสารประกันสังคม 2 ฉบับก่อนหน้านี้ผมบอกว่าทั้งเยอรมนีและอังกฤษต่างก็มีวีรบุรุษแห่งระบบสวัสดิการ สวีเดนก็เช่นกันครับ คนที่ผลักดันให้สวีเดนเป็นสุดยอดรัฐสวัสดิการคือ คู่สามีภรรยารางวัลโนเบล Gunnar และ Alva Myrdal โดย Gunnar (สาขาเศรษฐศาสตร์) มีบทบาทสำคัญยิ่งเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะและสังคมจนได้รับการยกย่องจากนานาชาติให้เป็นบิดาแห่งนโยบายสังคม ส่วน Alva (สาขาสันติภาพ) ก็เป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนการสร้างสวีเดนให้เป็นรัฐสวัสดิการ โดยเฉพาะการปฏิรูปสังคม รวมถึงสร้างความสำคัญต่อเด็กและสตรี

ปัจจุบันระบบความมั่นคงทางสังคมของสวีเดนให้ความคุ้มครองแบบถ้วนหน้า ผสมระหว่างระบบประกันสังคมและระบบความช่วยเหลือทางสังคม ครอบคลุมกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ผู้อยู่ในอุปการะ ชราภาพ ว่างงาน การสงเคราะห์ครอบครัว และการประสบอันตรายจากการทำงาน ซึ่งสิทธิประโยชน์ที่ให้ก็สูงมากครับ อย่างกรณีเจ็บป่วยหรือว่างงาน ลูกจ้างจะได้เงินทดแทนการขาดรายได้ถึง 80% ของรายได้ เรียกว่าหากเกิดเหตุหยุดงานสักครั้งสำราญกันไปเลย เพราะทำงานกับไม่ทำแทบไม่ต่างกัน

สวีเดนยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของครอบครัวเป็นอย่างมาก ต้องการสร้างความเท่าเทียมในการดำรงชีวิตของครอบครัวที่มีและไม่มีบุตร ครอบครัวที่ด้อยโอกาส รวมถึงสนับสนุนให้ทำงานโดยไม่ละทิ้งความรับผิดชอบต่อครอบครัว สวีดิชทั้งหลายมีสิทธิได้เงินทั้งกรณีตั้งครรภ์ เงินเลี้ยงดูบุตรหลังคลอด เงินเลี้ยงดูบุตรที่ป่วย บิดาเบิกเงินแทนมารดาของเด็กและลาหยุดมาเลี้ยงลูกก็ยังได้ เพราะเขาต้องการให้เด็กมีคุณภาพด้วยครอบครัวที่อบอุ่น

อยากหอบลูกหลานไปอยู่สวีเดนแล้วใช่ไหมครับ? สิ่งที่ต้องจำให้แม่นก็คือ นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบรวมกันสูงถึง 30.43% ของค่าจ้าง แค่เงินสมทบยังไม่พอ ใครยิ่งรวยก็ยิ่งต้องเสียภาษีที่สูงมาก (ภาษีรายได้อยู่ระหว่าง 28.89% – 59.09%) ส่วนหนึ่งหรืออาจเรียกได้ว่าส่วนใหญ่ก็เพื่อนำไปจ่ายสวัสดิการอื่นๆ ให้เกิดบริการทางสังคมที่ดีเลิศ เรียกว่าคนเขาทำงานให้ระบบสวัสดิการสังคมก็คงไม่ผิดนัก

แต่ว่าอย่าไปอยู่สวีเดนเลยครับ เพราะมีคนบอกผมว่าประกันสังคมของเมืองไทยดีที่สุดในโลกแล้ว จ่ายเงินสมทบเกือบน้อยที่สุด แต่ให้ประโยชน์ทดแทนสูงมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ สิทธิประโยชน์ต่างๆ มีแต่เพิ่ม เงินสมทบก็ขึ้นไม่ได้ น้อยอย่างไรก็น้อยอย่างนั้น งั้นอยู่เมืองไทยดีกว่าครับ

สวีเดนเป็นดินแดนแห่งความฝันอยู่นานพอสมควร จึงเริ่มรู้สึกตัวว่าขืนฉันอยู่แบบนี้นานๆ อนาคตคงต้องลำบากแน่ จึงได้ถอยออกมา 2-3 ก้าว เพราะความเป็นรัฐสวัสดิการอย่างสุดขั้วเริ่มก่อให้เกิดปัญหา เศรษฐกิจก็เริ่มถดถอย ข้าราชการมีอำนาจมากไปทำให้บริการของรัฐไม่มีประสิทธิภาพ ปัญหาสังคมก็มาก การว่างงานก็เพิ่ม คนต่างชาติหลั่งไหลกันเข้ามามากจนกลายเป็นภาระของรัฐ คนขาดงานโดยไม่จำเป็นเพราะสิทธิประโยชน์ที่ได้รับสูงมาก นับวันราษฎรมีแต่มุ่งจะคอยให้รัฐช่วยเหลือ ทำให้รายจ่ายของภาครัฐพุ่งสูงขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่

สุดท้ายสวีเดนจึงต้องลดดีกรีความเป็นรัฐสวัสดิการ มีการปฏิรูปสำคัญหลายด้านเพื่อลดภาระรายจ่ายของภาครัฐ ผมขอยกตัวอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์กับประกันสังคมไทยในอนาคตสัก 2 เรื่องก็แล้วกันครับ

(1) กองทุนบำนาญ โดยให้เอกชนเข้ามาบริหารจัดการกองทุนบำนาญบางส่วน (Partial Privatisation) และให้ผู้ประกันตนแต่ละคนมีบัญชีเงินเพื่อการเกษียณอายุของตนเองที่สะสมจากจำนวนเงินสมทบที่ตนจ่ายเข้ากองทุน เป็นการกระตุ้นให้คนส่งเงินสมทบมากขึ้น ปัญหาการแจ้งเงินเดือนไม่ตรงกับความจริงก็จะน้อยลง ส่วนคนยากจนจะได้รับบำนาญขั้นต่ำจากรัฐบาล

(2) การประกันการว่างงาน โดยการเพิ่มอัตราเงินสมทบกรณีว่างงาน และปรับลดอัตราประโยชน์ทดแทนลงตามระยะเวลาที่รับ จาก 80% ของรายได้สำหรับ 200 วันแรก เหลือ 70% สำหรับ 100 วันถัดไป และหากต้องรับต่อเนื่องหลังจากนั้นก็จะได้แค่ 65% ซึ่งยังสูงอยู่ดี ที่สำคัญห้ามปฏิเสธงานโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะถูกจัดให้ไปทำงานที่ใดในสวีเดนหากบริษัทนั้นให้ค่าจ้างไม่ต่ำกว่าอัตราที่กำหนดแล้วยังไงก็ต้องยอมรับ ไม่เช่นนั้น หมดสิทธิรับเงินว่างงานทันทีครับ

ผมเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับระบบประกันสังคมของต่างประเทศไป 3 ครั้งแล้ว เป็นของทวีปยุโรปทั้งหมด เลยมีผู้อ่านบางท่านขอให้เขียนเรื่องเกี่ยวกับระบบประกันสังคมของประเทศใกล้เคียงบ้าง เอาเป็นว่า คราวหน้าผมจะพาท่านสำรวจเอเชียแล้วกัน ใครจะเสนอแนะหรือติชมอะไรก็ส่งมาได้ที่ tanit@sso.go.th ท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขตลอดปีใหม่ 2553 นี้นะครับ

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ลงในวารสารประกันสังคม ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 มกราคม – กุมภาพันธ์ 2553

 

About these ads
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: